สาหร่าย อร่อยดีมีประโยชน์ หรือปนเปื้อนสารพิษ?

หากคุณเคยทานอาหารที่มีสาหร่ายเป็นส่วนประกอบ คุณจะต้องเข้าใจได้ดีว่าทำไมสาหร่ายถึงเป็นที่นิยมชื่นชอบกันมากมายทั่วเอเชีย อาจรวมไปถึงทั่วโลก โดยเฉพาะในไทยเอง ก็มีการนำสาหร่ายมาประกอบอาหารทั้งคาวหวานกันอย่างแพร่หลาย นอกจากโปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว สาหร่ายยังมีรสชาติที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “อูมามิ” รสชาติอร่อยกลมกล่อมตามธรรมชาติอีกด้วย

แต่สาหร่ายบางชนิดอาจเติบโตในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนสารพิษ เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท หากเราบริโภคสาหร่ายที่มีสารปนเปื้อนเข้าไปมากๆ อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ทั้งสารหนูในเลือด ต่อมหมวกไต และตับอ่อน อาจทำให้หลอดเลือดแดงหดตัวลง หากเป็นแคมเมียม ก็จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และยังอาจเป็นสารพิษที่สะสมอยู่ในตับ เลือด และไตได้อีกด้วย นอกจากนี้เมื่อแคดเมียมมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงอาจเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนได้อีกด้วย

สำหรับในประเทศไทย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ทำการศึกษาปริมาณธาตุชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ประเภทสาหร่าย ทั้งชนิดที่เป็นวัตถุดิบและชนิดที่ปรุงรสแล้ว สถาบันฯ จึงทำการสุ่มตัวอย่างสาหร่ายที่มีจำหน่ายในท้องตลาด หลายๆ ยี่ห้อ (หลากหลายรสชาติ) สาหร่ายที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี, ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงสาหร่ายน้ำจืดสไปรูลินา ที่นิยมบริโภคเป็นอาหารเสริม

ผลการศึกษา พบว่า ตัวอย่างสาหร่ายทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากเกาหลี ญี่ปุ่น และจีนทั้งหมด มีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทย (>2 มก./กก.) โดยเฉพาะสาหร่ายที่นำเข้าจากจีน (ไม่ผ่านการปรุงแต่งรส) ซึ่งจะเป็นสาหร่ายแผ่นกลมที่นิยมนำมาทำเป็นแกงจืดหรือซุป มีปริมาณสารหนูเฉลี่ยสูงที่สุดและเกินค่ามาตรฐานทั้ง 5 ตัวอย่าง โดยค่าเฉลี่ยสูงถึง 37.9+7.0 มก./กก. (ค่าสูงสุด คือ 62.8 มก./กก.)

นอกจากนี้สาหร่ายทุกชนิดยังมีแคดเมียมในปริมาณค่อนข้างสูง มีสาหร่าย 13 ตัวอย่างจากทั้งหมด 51 ตัวอย่าง (25.5%) ที่มีปริมาณแคดเมียมเกิน 3.0 มก./กก. เป็นตัวอย่างสาหร่ายที่นำเข้าจากจีนและที่ผลิตในไทย ส่วนปริมาณอลูมีเนียมนั้น พบว่า ตัวอย่างสาหร่ายปรุงรสของไทย และสาหร่ายดิบจากจีน มีปริมาณอลูมีเนียมค่อนข้างสูง (โดยเฉลี่ย >20 มก./กก.)

ผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุในสาหร่ายน้ำจืดสไปรูลินา พบว่า มีปริมาณสารหนู แคดเมียม ตะกั่ว และอลูมีเนียม ต่ำกว่าสาหร่ายทะเลมาก (ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด) ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก สาหร่ายทะเลมักมีการปนเปื้อนธาตุเหล่านี้ เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท หรือตะกั่ว จากน้ำทะเล ซึ่งเป็นที่รองรับน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม โดยสารพิษเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำซึ่งไหลลงสู่ทะเล หรือเกิดจากอนุภาคสารปนเปื้อนในอากาศ แล้วตกลงสู่ทะเล ทำให้สาหร่ายทะเลดูดซับสารพิษเข้าไปด้วย หรืออีกสาเหตุหนึ่ง อาจเป็นการปนเปื้อนธาตุต่างๆ นี้ จากขบวนการผลิต เช่น กรรมวิธีการแปรรูปสาหร่าย ซอสหรือเครื่องปรุงรสต่างๆ จึงทำให้สาหร่ายปรุงรสบางชนิด มีปริมาณสารหนู ตะกั่ว หรือแคดเมียมสูงกว่าสาหร่ายรสดั้งเดิม

ถึงแม้จะพบสารปนเปื้อนในสาหร่ายอยู่บ้าง แต่หากเราเลือกรับประทานสาหร่ายจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และไม่ทานติดต่อกันนานจนเกินไป คุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับการทานสาหร่ายได้เหมือนเดิม รับประโยชน์และสารอาหารดีๆ จากสาหร่ายได้เหมือนเดิมค่ะ

5 อาหารโปรตีนจากพืช ลดน้ำหนักได้จริงแน่นอน

หากปี 2016 เป็นปีแห่งเทรนด์กินคลีนเพื่อสุขภาพ ปี 2017 นี้ต่อยอดอีกหน่อย ด้วยการกินโปรตีนที่มาจากพืช เพื่อให้ได้สารอาหารที่สำคัญอย่างโปรตีนเพียวๆ ไม่เอี่ยวกับโซเดียมจากการปรุงรส และไขมันที่มากับเนื้อสัตว์ โปรตีนจากพืชสุดเจ๋งที่เราอยากแนะนำมีอะไรบ้าง ดูไปพร้อมๆ กันค่ะ

1. ถั่วเลนทิล

ถั่วเลนทิล มีตั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และใยอาหาร นอกจากโปรตีนที่จะได้รับไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดีต่อสุขภาพของจริงแล้ว ยังทานเอาอิ่มเป็นมื้ออาหารแทนข้าว ขนมปัง หรือแป้งอื่นๆ ได้ แถมยังมีใยอาหารที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้อีกต่างหาก

สามารถต้มให้สุก ปรุงรสเล็กน้อย หรือโรยหน้าผักสลัด ผสมข้าวแล้วหุงทาน ผัดร่วมกับผัก ใส่ไปในส่วนผสมของซอสสปาเก็ตตี้ ใส่ลงไปในแกงจืด ผสมหมูสับปั้นเป็นก้อนกลมเป็นหมูบะช่อ และอื่นๆ อีกมากมาย

2. เมล็ดเจีย

เมล็ดเจียถือเป็นซุปเปอร์ฟู้ดที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง ทั้งโปรตีน ใยอาหาร และไขมันที่ดีต่อร่างกาย เช่น โอเมก้า 3 สามารถโรยหน้าโจ๊ก ข้าวต้ม ซีเรียล หรือใส่ลงไปในอาหารหวานอย่างพุดดิ้ง เจลลี่ และเครื่องดื่มสมูทตี้ต่างๆ ได้เหมือนกัน

3. ควินัว

เราชอบควินัวเป็นพิเศษ เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ปราศจากกลูเตน แถมยังมีโปรตีน และใยอาหารที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย รสชาติก็มันๆ จืดๆ ทานง่ายเหมือนข้าว ปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น ผสมข้าวแล้วหุง โรยสลัดผัก ผัดกับผัก และอื่นๆ อีกมากมาย

4. สาหร่าย

สาหร่ายเป็นแหล่งโปรตีนที่คล้ายเนื้อสัตว์ มีให้เลือกทานหลากหลายแล้วแต่ว่าจะชอบชนิดไหน แถมยังมีให้ทานทั้งสาหร่ายสด และสาหร่ายอบแห้ง สามารถนำมาห่อข้าวทานเหมือนชาวญี่ปุ่น หรือจะใส่ลงไปในแกงจืดเต้าหู้หมูสับเหมือนคนไทยก็ได้ นอกจากมีโปรตีนสูงแล้ว ยังช่วยให้อาหารมีรสชาติอร่อย ด้วย “อูมามิ” ที่มีอยู่ในสาหร่ายตามธรรมชาติอีกด้วย

5. ถั่วแระญี่ปุ่น

ถั่วแระญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย ทานง่าย และเป็นของว่างชั้นดีของคนที่กำลังอยากลดน้ำหนัก เพราะถั่วแระญี่ปุ่นอุดมไปด้วยโปรตีน และใยอาหารสูง แล้วยังมีวิตามิน และแร่ธาตุ ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้อีกด้วย

สามารถต้มทานเดี่ยวๆ โรยเกลือเล็กน้อย หรือจะนำไปผัดผัก ต้ม แกง ได้แล้วใครอยากจะพลิกแพลงได้ตามใจชอบ ทำได้ทั้งของคาว และของหวานอีกด้วย

เทรนด์โปรตีนจากพืชกำลังมาแรง อย่าลืมไปหามาลองทานเพื่อสุขภาพที่ดีกันบ้างนะคะ รับรองว่ารสชาติดี มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำซ่กจำเจ ทำให้คุณเพลิดเพลินไปกับอาหารเมนูใหม่ๆ สูตรใหม่ๆ ไปได้เรื่อยๆ เลยล่ะ

อันตรายจาก “สลัดผัก” ที่คุณอาจไม่เคยรู้

หนึ่งในอาหารกินคลีนที่ใครๆ ก็นึกถึงคงหนีไม่พ้น “สลัดผัก” แต่เชื่อหรือไม่ว่าแม้กระทั่งผักสลัดที่เราทานกันยังพบอันตรายที่เราอาจมองข้าม อันตรายอย่างไร ป้องกันได้อย่างไร มาดูกันค่ะ

อันตรายจากสลัดผักที่คุณอาจไม่เคยรู้

  1. ผักสดในสลัดที่มาจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจพบสารปนเปื้อน ประเภทสารเคมีจากยาฆ่าแมลงเกินกว่ากำหนด หากเราไม่ได้ล้างผักทานเอง อาจมีโอกาสรับยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าเชื้อรา ปุ๋ยเคมี อาจทำให้มีคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน กระสับกระส่าย ชักกระตุก หายใจขัด หรือหมดสติได้ (ในคนที่แพ้สารเคมีชนิดนั้นมากๆ)
  1. ผักสดที่ใช้ปุ๋ยคอกในการปลูก หรือปลูกในพื้นที่ที่มีการทำปศุสัตว์ อาจเสี่ยงมีเชื้ออีโคไลที่มากับมูลของสัตว์ เช่น วัว ควาย และอาจเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อมีอาการท้องเสีย อุจจาระร่วงได้
  1. สลัดผักที่ถูกบรรจุอยู่ในถุงเป็นเวลานาน จนเกิดน้ำขุ่นๆ ที่ก้นถุง อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อซาลโมเนลลา ที่ทำให้เรามีอาการท้องเสีย อุจจาระร่วงได้เช่นกัน

ทานสลัดผักอย่างไรให้ปลอดภัย

  1. เลือกซื้อผัก จากแหล่งจำหน่ายที่ไว้ใจได้ในเรื่องของความสะอาด ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะ
  1. ล้างผักให้สะอาดก่อนทาน โดยอาจแช่ในน้ำผสมเกลือ หรือผสมน้ำส้มสายชู 10-15 นาที หรืออาจแช่ในน้ำยาล้างผักสำเร็จรูป
  1. หรือล้างผักโดยให้น้ำก๊อกไหลผ่าน 2 นาที ล้างหลายๆ ครั้ง หากเป็นผักที่มีก้านใบ หรือมีคราบขาวตามฝัก ตามผิว ให้คลี่ใบออกมา ถูขัดเบาๆ ให้คราบขาวออกไป
  1. หากสามารถเลี่ยงไปทานผักที่ปรุงสุกได้ ก็จะลดโอกาสเสี่ยงได้มากยิ่งขึ้น

“นิ่วน้ำลาย” คืออะไร อันตรายหรือไม่?

หากพูดถึงโรคนิ่ว ทุกคนคงนึกถึงโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี หรือนิ่วในไต แต่อาจมีอีกโรคหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้ยิน นั่นก็คือ “นิ่วน้ำลาย” หรือ “นิ่วในต่อมน้ำลาย” นั่นเอง อาการเป็นอย่างไร อันตรายมากน้อยแค่ไหน และมีวิธีป้องกันอย่างไร มาดูกันค่ะ

นิ่วน้ำลาย คืออะไร?

นิ่วน้ำลาย หรือนิ่วในต่อมน้ำลาย เป็นอาการผิดปกติของท่อน้ำลายที่มีการอุดตัน จนทำให้น้ำลายไม่สามารถไหลออกมาให้ความชุ่มชื้นภายในปากได้ตามปกติ เมื่อมีอาการคั่งของน้ำลายมากๆ อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด และอาจติดเชื้อ จนกลายเป็นผนังท่อน้ำลายอักเสบ หรือเป็นฝีได้

นิ่วน้ำลาย เกิดจากสาเหตุใด?

นิ่วน้ำลาย อาจยังไม่สามารถหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัด แต่เกิดขึ้นจากการสะสมขององค์ประกอบทางเคมีในน้ำลาย ส่วนใหญ่เป็นแคลเซียม อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำลายลดลงและ/หรือมีผนังท่อน้ำลายหนา ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ยังหาสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ไม่ขัดเจน

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วน้ำลาย

ถึงแม้ว่าเราจะยังหาสาเหตุที่เกิดโรคนิ่วน้ำลายได้ไม่ชัดเจน แต่เราพอจะทราบปัจจัยเสี่ยงที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้มากขึ้น นั่นคือ การดื่มน้ำน้อย การใช้ยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาต้านฮีสตามีน ยาลดความดันโลหิต ยาทางจิตเวช และยาควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรืออาจเกิดขึ้นจากอาการบาดเจ็บ กระทบกระแทกของต่อมน้ำลาย จนทำให้น้ำลายคั่ง จนเกิดเป็นนิ่ว ขัดขวางการไหลของน้ำลาย จนทำให้ท่อน้ำลายอุดตันได้

วิธีป้องกันจากโรคนิ่วน้ำลาย

วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้เราห่างไกลจากโรคนิ่วน้ำลาย คือการดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน อย่าให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ รักษาความสะอาดในช่องปาก ทั้งฟัน เหงือก และลิ้น และหากพบอาการอักเสบ ปวด หรือบวมในบริเวณช่องปาก เหงือก หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้รีบปรึกษาแพทย์ในทันที โดยอาจเลือกแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลเกี่ยวกับ หู คอ จมูก

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นนิ่วน้ำลาย

วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการหลั่งของน้ำลาย สามารถทำได้โดยการประคบบริเวณที่ปวดด้วยน้ำอุ่น ใช้มือรีดข้างแก้ม คาง และบริเวณด้านข้างลงมาตามแนวแก้ม ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีรสชาติเปรี้ยว เพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย ซึ่งอาจช่วยให้ก้อนนิ่วเล็กๆ หลุดออกมาได้ แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ อาจต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์

“ทีมเฉินหลง” ผงาดแชมป์ เอเชียน เลอมังส์ สนามช้างฯ

ศึก เอเชียน เลอมังส์ ซีรีส์ 2016-2017 สนาม 3 ดวลความเร็วรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคมนี้ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ระยะทางต่อรอบ 4.554 กิโลเมตร โดยมีรถแข่งรวมทั้งสิ้น 26 คัน จากทั้งหมด 5 รุ่น ซึ่งต้องดวลความเร็วแบบเอ็นดูรานซ์ หรือมาราธอน ห้ามดับเครื่องยนต์ต่อเนื่องถึง 4 ชั่วโมงเต็ม ออกสตาร์ทเวลา 12.15 น. สิ้นสุดการแข่งขันในเวลา 16.15 น.

ตำแหน่งโพลเรซนี้เป็นของรถแข่ง ออเรก้า 03 อาร์ นิสสัน หมายเลข 35 จ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพในรุ่น LMP2 อย่าง แจ็คกี้ ชาน ดีซี เรซซิ่ง ซึ่งเป็นทีมแข่งของ เฉิน หลง ซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู๊ดชาวฮ่องกง ที่ขับโดย โฮ ปิน ตุง (จีน), กุสตาโว เมเนเซส (อเมริกัน) และโทมัส โลรองต์ (ฝรั่งเศส) ขนาบข้างด้วยรถแข่ง ลิเจียร์ เจเอสพี 2 นิสสัน หมายเลข 25 จากทีม อัลการ์ฟ โปร เรซซิ่ง ขับโดย อันเดรีย โรด้า (อิตาเลียน), แม็ตต์ แม็คเมอร์รี (อเมริกัน) และอันเดรีย พิซซิโตลา (ฝรั่งเศส) ส่วนกริดที่ 3 เป็นของ รถแข่ง ออเรก้า 03 อาร์ จูดด์ หมายเลข 8 จากทีม เรซ เพอร์ฟอร์มานซ์ ขับโดย สตรวน มัวร์ (อังกฤษ), ฟาเบียน ชิลเลอร์ (เยอรมัน) และจิออจิโอ แม็กกิ (สวิส)

โดย พอล กาญจนพาสน์ นักขับไทยอีกรายที่ลงแข่งในรุ่น จีที คัพ ร่วมกับ แกรม ดาวเซ็ตต์ (นิวซีแลนด์) และจอห์น เคร์ราน (ไอริช) ภายใต้สังกัด ทีม เอ็นแซด ได้ออกตัวจากกริดที่ 25 ส่วนทีมแข่งที่มีนักขับไทยล้วนอย่าง พีเอส เรซซิ่ง หมายเลข 68 ที่ขับโดย เมธาพันธ์ สุนทรเดช นักขับสาวคนแรกที่เข้าร่วมแข่งขันรายการนี้ และธีระ ซอโสตถิกุล ทีมเมทจากสังกัด พีเอส เรซซิ่ง ได้ออกสตาร์ทจากกริดที่ 26

ออกสตาร์ทเรซด้วยการทะยานขึ้นนำของ แจ็คกี้ ชาน ดีซี เรซซิ่ง ที่ได้ออกตัวจากตำแหน่งโพล ก่อนจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 4 ชั่วโมง นำม้วนเดียวจบด้วยจำนวนรอบทั้งสิ้น 154 รอบสนาม คิดเป็นระยะทางทั้งสิ้น 701.316 กิโลเมตร ส่งผลให้ยอดทีมแข่งของซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู๊ดชาวฮ่องกง อย่าง เฉิน หลง ผงาดคว้าแชมป์รุ่น แอลเอ็มพีทู ในศึก เอเชียน เลอมังส์ ซีรีส์ 2016-2017 สนามที่ 3 ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่

ขณะที่อันดับ 2 เป็นของ อัลการ์ฟ โปร เรซซิ่ง หมายเลข 25 ซึ่งมีโอกาสไล่บี้ผู้นำได้ในช่วง 30 นาทีสุดท้าย ทว่ากลับโดนลงโทษ สต็อป แอนด์ โก ส่งผลให้เสียเวลาไปกว่า 1 นาที ทำให้เสียโอกาสไล่ตามผู้นำก่อนจะจบเรซในอันดับ 2 ตามหลังแชมป์ 1 นาที 22.332 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของรถแข่งหมายเลข 24 จากทีมเดียวกัน ซึ่งขับโดย ไมเคิล มุนมันน์ (เยอรมัน), คิม ทัคซุง (เกาหลี) และ มาร์ค แพ็ตเตอร์สัน (อเมริกัน) ตามหลังแชมป์ถึง 3 รอบสนาม

ส่วนแชมป์ในรุ่น แอลเอ็มพีทรี ตกเป็นของรถแข่ง จีเน็ตต้า แอลเอ็มพีทรี หมายเลข 4 จากทีม เออาร์ซี บราติสลาว่า ขับโดย มิโร โคน็อปก้า (สโลวาเกีย), ดาร์เรน เบิร์ก (อังกฤษ) และไมค์ ซิลป์สัน (อังกฤษ) ด้วยจำนวนรอบทั้งสิ้น 146 รอบสนาม ขณะที่แชมป์ในรุ่น จีที ตกเป็นของรถแข่งเฟอร์รารี่ 488 จีที3 หมายเลข 5 จากทีม ดีเอช เรซซิ่ง ขับโดยสเตฟาน เลเมอเรต์ (เบลเยี่ยม), มิเคเล รูโกโล (อิตาเลียน) และแมทธิว แว็กซิวิแยร์ (ฝรั่งเศส) ด้วยจำนวนรอบทั้งสิ้น 147 รอบสนาม คิดเป็นระยะทาง 669.438 กิโลเมตร

สำหรับ นักขับไทยอย่าง พอล กาญจนพาสน์ คว้าแชมป์ในรุ่น จีที คัพ ร่วมกับสังกัดเอ็นแซด เรซซิ่ง ได้สำเร็จหลังกรำศึกหนักร่วมกับทีม โดยเข้าเส้นชัยด้วยจำนวนรอบทั้งสิ้น 128 รอบสนาม คิดเป็นระยะทาง 582.912 กิโลเมตร ส่วนทีมแข่งที่มีนักขับไทยล้วนอย่าง พีเอส เรซซิ่ง หมายเลข 68 ที่ขับโดย เมธาพันธ์ สุนทรเดช นักขับสาวคนแรกที่เข้าร่วมแข่งขันรายการนี้ และธีระ ซอโสตถิกุล ทีมเมทจากสังกัด พีเอส เรซซิ่ง พลาดชนตั้งแต่รอบที่ 7 ต้องออกจากการแข่งขันอย่างน่าเสียดาย

ทั้งนี้ ศึก เอเชียน เลอมังส์ ซีรีส์ 2016-2017 ยังเหลือการแข่งขันอีก 1 สนาม โดยจะเดินทางไปดวลความเร็วที่ สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 20-22 มกราคมนี้ ซึ่งแชมป์ประจำปีจะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในศึก เลอมังส์ 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ระดับตำนานของโลก

“ปิติ-คาร์โล” นำทีพี12 ลุย 5 สนามหินของยุโรป ศึกบล็องค์แปง จีที ซีรีส์ 2017

หลังจากที่ทำผลงานในระดับเอเชียได้อย่างน่าประทับใจในปี 2016 ที่ผ่านมา “ต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี นักขับชาวไทย และ คาร์โล แวน แดม นักขับชาวเนเธอร์แลนด์ แห่งทีม “ทีพี 12 มอเตอร์สปอร์ต” ได้ประกาศความพร้อม เพื่อลุย 5 สนามสุดหินของซีรีย์บนดินแดนยุโรปในศึก “บล็องค์แปง จีที ซีรีส์ สปรินท์ คัพ 2017”

พร้อมกันนี้ยังได้ เปิดตัวพาร์ทเนอร์ใหม่ “เคซเซล เรซซิ่ง” ทีมเซอร์วิสชื่อดังระดับโลก และ เปิดตัว “เฟอร์รารี 488 จีที 3” รถคู่ใจคันใหม่ สำหรับใช้ประชันความเร็วในฤดูกาล 2017

“ทีพี 12 มอเตอร์สปอร์ต” ทีมรถแข่งสัญชาติไทย โดยมี 2 นักขับอย่าง “ต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี  และ คาร์โล แวน แดม  พร้อมด้วย ทีเซียน่า บอร์กี้ สปอร์ตไดเร็คเตอร์ “เคซเซล เรซซิ่ง” ร่วมแถลงข่าวความพร้อมการแข่งขันของทีม ทีพี 12 มอเตอร์สปอร์ต ในฤดูกาลนี้

นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวรถแข่งคันใหม่ เฟอร์รารี 488 จีที 3 ที่ร้าน Eight@ทองหล่อ รวมถึงการเปิดตัวพาร์ทเนอร์ใหม่ เคซเซล เรซซิ่ง ทีมเซอร์วิสระดับโลกที่จะร่วมงานกันตลอดฤดูกาล 2017 และผู้สนับสนุน  บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด, คิง พาวเวอร์, ซีเอ็มวายเค คัลเลอร์, อัลไพน์สตาร์ส ท่ามกลางสื่อมวลชนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

“ปิติ ภิรมย์ภักดี” สร้างผลงานในปีที่ผ่านมาด้วยการ คว้าแชมป์จีที เอเชีย 2016 ที่ฟูจิ อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงการเข้าไปแข่งในเวทียุโรปด้วยว่า “ในฤดูกาลนี้เราจะเน้นไปที่การแข่งขัน บล็องค์แปง จีที ซีรีส์ สปรินท์ คัพ ซึ่งต้องขับใน 5 สนามสุดหินของยุโรป ซึ่งมีความยากมาก ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานของทีมรวมถึงจำนวนทีมที่เข้าแข่งขัน”

“ถือเป็นการยกระดับขึ้นไปอีกก้าวของเรา ซึ่งในฐานะนักแข่งคนหนึ่งการได้มีโอกาสลงแข่งในสนามที่ยุโรปเป็นสุดยอดที่สุด โดยเฉพาะ บล็องค์แปง จีที ในปีนี้”

สำหรับเป้าหมายในฤดูกาล 2017 นักขับทีมทีพี 12 มอเตอร์สปอร์ต กล่าวว่า “การที่เลือก บล็องค์แปง สำหรับนักขับจากเอเชียไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขึ้นโพเดี้ยมที่นั่น เพราะเป็นสนามที่เหล่านักขับยุโรปมีความคุ้นเคยกับสภาพสนามและภูมิอากาศเป็นอย่างดี”

“ซึ่งแต่ละทีมที่ร่วมแข่งขันต่างก็มีทีมเซอร์วิซที่ดี โดยปีนี้การที่ทีมเราได้ เคซเซลเรซซิ่ง ที่เป็นทีมงานระดับโลก มาเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดูแลเรื่องการเตรียมรถและทีมเซอร์วิสทั้งหมด”

“ซึ่ง เคซเซล เองก็เชื่อมั่นในทีมนักขับคนไทยจึงได้มาร่วมงานกัน ทำให้ลบจุดอ่อนด้านนี้ของทีมเราได้เป็นอย่างดี ส่วนทีมงานที่ดูแลนักขับทั้ง ผมและคาร์โล จะเป็นทีมคนไทยทั้งหมดซึ่งมีความคุ้นเคยและรู้ใจกันดี เชื่อว่าเราจะมีโอกาสขึ้นโพเดี้ยมได้ทุกสนาม”

ในฤดูกาล 2017 ทีพี 12 มอเตอร์สปอร์ต จะร่วมงานกับ เคซเซล เรซซิ่ง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การแข่งขัน “บล็องค์แปง จีที ซีรีส์ สปรินท์ คัพ” ที่จะต้องแข่งขันกันทั้งหมด 5 สนามสุดหิน

เริ่มจาก 1-2 เม.ย. ที่มิซาโน ในอิตาลี, 6-7 พ.ค. , ที่แบรนด์ส แฮทช์ ในอังกฤษ, 2-4 มิ.ย. ที่โซเดอร์ เบลเยี่ยม , 25-27 ส.ค. ที่บูดาเปสท์ ฮังการี และ 15-17 ก.ย. ที่นูร์เบิร์กริง ในเยอรมนี “บล็องค์แปง จีที ซีรีส์ สปรินท์ คัพ”

สำหรับฤดูกาลที่ผ่านมาการแข่งขันรถแข่ง “บล็องค์แปง จีที ซีรีส์” เป็นรายการแข่งรถซูเปอร์คาร์รายการใหญ่ในยุโรป มีทีมแข่งทั่วโลกกว่า 50 ทีม ร่วมชิงชัย

5 สเต็ปล้างหน้าอย่างไรให้ถูกต้อง

การทำความสะอาดผิวหน้าเป็นกิจวัตรประจำวันของทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่การล้างหน้าของคุณเพียงแค่เอาน้ำมาลูบๆ หน้าหรือเปล่า? เพราะหากคุณให้ความใส่ใจกับการล้างหน้า ปัญหาเรื่องผิวหน้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิว ผิวคล้ำ ก็จะลดลงไปได้

วันนี้จึงขอแนะนำขั้นตอนการล้างหน้า เพราะผู้ชายหลายคนอาจมองข้ามขั้นตอนเหล่านี้ไป

1. เตรียมตัวให้พร้อม การเตรียมตัวในที่นี้หมายความว่า ให้คุณเก็บผมข้างหน้าของคุณให้เรียบร้อยครับ เพื่อผมจะได้ไม่ลงมาเกะกะในเวลาล้างหน้า หนุ่มคนไหนไว้ผมยาวก็มัดหรือรวบให้ดี ใครด้านหน้ายาวก็อาจจะใช้ที่คาดผมคาดเอาไว้ก็ได้

2. น้ำที่เราใช้ล้างหน้า ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นจัด เพราะตื่นเช้ามา ผู้ชายอย่างเราๆ ก็รีบเร่งกันทุกคน การจะไปดูเรื่องอุณหภูมิคงไม่ได้ น้ำที่ใช้ ก็เป็นน้ำที่อุณภูมิห้องนี่แหละครับ ขอให้เป็นน้ำสะอาดก็พอแล้ว แต่..ถ้าหากคุณเป็นผู้ชายผิวแห้ง อาจจะต้องย้อนกลับไปดูเรื่องนี้ด้วยครับ ผู้ชายผิวแห้งไม่ควรใช้น้ำอุ่นล้างหน้า เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ผิวหน้าของคุณแห้งไปอีก

3. ชโลมผิวหน้าด้วยน้ำสะอาดก่อน จากนั้นลงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า

ตัวผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าล้าง ในท้องตลาดมีอยู่หลายรูปแบบครับ จะใช้แบบไหนก็ได้ ขอแค่ตัวคุณไม่แพ้ ใช้แล้วไม่เกิดสิว ก็พอแล้ว

การใช้โฟมล้างหน้า ให้คุณบีบลงบนฝ่ามือ แล้ว ถูให้เกิดฟองก่อนนะครับ แล้วค่อยนำมาล้างหน้า เพราะหาก คุณใช้โฟมล้างหน้าลงบนใบหน้าของคุณเลย เนื้อโฟมจะแตกตัวออกมาไม่หมด หรือเนื้อโฟมอาจไปอุดตันรูขุมขน ยากต่อการล้างออก และนำมาซึ่งการเกิดสิวได้ครับ

เมื่อคุณถูโฟมล้างหน้าที่มือ จนเกิดฟองแล้ว ให้นำฟองไปล้างหน้า ใช้นิ้ว ถูบนใบหน้าเบาๆ ให้ทั่วใบหน้า

4. ล้างโฟมล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด

5. ซับผิวหน้าให้แห้ง ด้วยผ้าขนหนู หรือ ทิชชู่ที่สะอาด *ย้ำนะครับ ว่า “ซับ” เพราะการเช็ดหน้า เพราะสิ่งที่คุณจะมาเสียดสีกับผิวหน้าของคุณ จะเป็นการทำร้ายผิวหน้าของคุณอย่างมาก หากคุณใช้ผ้าขนหนู ก็ควรแยก ผ้าขนหนูที่ใช้เช็ดหน้า กับผ้าที่ใช้เช็ดตัวด้วยครับ เพราะจะได้ใช้ผ้าขนหนูที่สะอาดจริงๆในการซับหน้า

แค่นี้เองครับ ผิวหน้าของผู้ชายอย่างเราๆ ก็จะสะอาดหมดจด สมกับเป็นการล้างหน้าที่แท้จริงแล้ว

บันได 4 ขั้นเพื่อความรักและภูมิใจในตนเอง

การที่เราจะเพิ่มความรัก ความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นให้กับตนเองนั้น เราต้องเริ่มจากการมองโลกในแง่ดี หรือมีทัศนคติในเชิงบวกก่อน รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงความสมบูรณ์แบบ คุณต้องไม่ตั้งฉายาที่ไม่ดีให้กับตัวเอง หมั่นฝึกที่จะรักในสิ่งที่ดี ๆ ของตนเอง มองหาสิ่งที่ดีเรื่องที่ดีที่เราทำในทุก ๆ วัน หรือบางคนอาจจะเลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมองหาคำแนะนำดี ๆ ก็ได้เช่นกัน แต่โดยหลัก ๆ แล้ว การที่จะปรับให้เราเป็นคนที่รักและภูมิใจในตนเองได้นั้น มี 4 ขั้นตอนดังนี้

1. สร้างความรู้สึกดี ๆ เกี่ยวกับตนเองจากภายใน เพราะหากตัวเราเองยังเห็นว่าตัวเองไม่ดี แล้วคนอื่นจะเห็นว่าเราดีได้อย่างไร ความรู้สึกว่าตนเองไม่ดี หรือดีไม่พอนั้น มักจะเกิดขึ้นภายในใจของคนที่แสวงหาความรัก และการยอมรับ นอกจากนั้น คุณควรจะหลีกเลี่ยงความต้องการที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ความคิดดังกล่าวนี้ ทำให้เราไม่พอใจในตัวเอง ในสิ่งที่ได้กระทำ เพราะรู้สึกว่า มันยังไม่สมบูรณ์แบบสักที บางคนเมื่อทำอะไรไม่ได้ดีดังที่คิด ก็ประณามตนเอง เรียกตนเองด้วยสัญญาลักษณ์ที่ไม่ดีเช่น ผู้ล้มเหลว คนตกงาน หรือคนโง่ เป็นต้น คำประณามตนเองเหล่านี้ ยิ่งลดความรักและความภาคภูมิใจในตนเอง ในทางกลับกัน ควรจะคิดว่า สิ่งที่ไม่ดี สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่เราก็ต้องผ่านสถานการณ์นั้นไปให้ได้

2. พยายามฝึกฝนที่จะรักตัวเอง วิธีการก็คือให้บันทึกสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นรายวัน เรื่องดี ๆ ที่คนอื่นทำให้คุณ หรือคุณทำให้คนอื่น เมื่อคุณนำมันมาอ่านคุณก็จะเห็นเหตุผลมากมาย ที่ทำให้คุณรักและภูมิใจในตนเอง คุณอาจจะให้รางวัลกับตัวเองบ้าง เป็นอาหารดี ๆ ในภัตตาคารหรู หนังสือ วีดีโอเกม หรืออะไรที่คุณหมายตาไว้ ทริปท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการนวดหน้านวดตัว ก็ถือเป็นรางวัลชีวิตได้เช่นกัน ในกรณีที่คุณได้ยินได้ฟังคำสบประมาท หรือคำพูดไม่ดีจากคนอื่น ก็อย่าไปคิดแง่ลบ แต่ให้พยายามควบคุมอามรณ์ และหาเหตุผลว่าทำไมถึงได้ถูกตำหนิเช่นนั้น นอกจากนี้ อาจจะพยายามหาสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกดี ทั้งร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ เช่นการออกกำลังกาย การเต้นรำ การเขียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งการปรึกษา พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ เมื่อคุณได้ให้รางวัล ให้เวลากับการฝึกที่จะรักตัวเองแล้ว คุณจะเห็นแง่ดีอีกหลาย ๆ อย่างตามมาในชีวิต

3. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนมีความเมตตา ไม่เฉพาะความเมตตาต่อผู้อื่นเท่านั้น ต้องเมตตาตนเองด้วยเช่นกัน ความเมตตานี้ ทำให้คุณกล้าที่รักทั้งตนเองและผู้อื่นโดยปราศจากการตัดสิน เพราะการตัดสินนั้น เป็นสิ่งที่บั่นทอนความสัมพันธ์ นอกจากนี้ ให้ฝึกที่จะหายใจลึก ๆ ช้า ๆ นั่งลงให้รู้สึกสบาย และฝึกการหายใจที่ช่วยผ่อนคลาย ระหว่างนั้น ก็ให้บอกตัวเองว่า เราจะทำตามความฝันได้สำเร็จ จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เราจะรักคนอื่นด้วยหัวใจ เราหวังว่าตัวเองและครอบครัวจะปลอดภัยจากสิ่งเลวร้าย เราหวังว่าทุกคนในชีวิตจะได้รับสิ่งดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง เพื่อน หรือครอบครัว และที่สำคัญเรียนรู้ที่จะให้อภัยตนเองและผู้อื่น

4. ต้องเข้าใจในความรักที่มีต่อตัวเอง ความไม่รักตัวเองนั้นเป็นเรื่องอันตราย มันสามารถนำพาเราไปสู่ทางเลือกที่เลวร้าย ทำให้เราขาดสติ ยิ่งไปกว่านั้น อาจจะนำไปสู่การมีปัญหาทางสุขภาพจิต ความทรงจำหรือประสบการณ์ในวัยเด็กของแต่ละคนนั้น อาจจะส่งต่อความรู้สึกรักและภาคภูมิใจในตัวเอง ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูก ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ บางคนมีปัญหาเรื่องร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ก็เพราะได้รับผลกระทบในวัยเด็ก บางคนในวัยเด็กถูกประมาณว่า ดื้อ โง่ หรือน่าเบื่อ ก็ทำให้เขามีทัศนคติในเชิงลบต่อตนเองติดมาจนโตเช่นกัน หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่เคยได้รับประสบการณ์จนส่งผลให้ขาดความรักและภาคภูมิใจในตัวเองนั้น การฝึกให้รักตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการฝึกและพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจจะเริ่มจากการฝึกที่จะเผชิญกับทัศนคติในเชิงลบของคนใกล้ตัว เช่นคนรัก คู่รอง เจ้านาย พ่อแม่ รวมทั้งคนแปลกหน้าที่อาจจะบังเอิญมีเหตุให้ต้องพบกัน ให้พยายามให้กำลังใจกับตัวเอง และปล่อยให้เรื่องเลวร้ายนั้นผ่านไป โดยไม่ให้มันวนเวียนมาทำร้ายความรู้สึกของคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย : “เกือบครึ่งร้อย”

“เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง?” นี้คือถามที่รู้สึกแปลกใจเกี่ยวกับผลการลงมติสนับสนุนเพิ่มทีมแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย จากปัจจุบันที่มี 32 ทีม เป็น 48 ทีมของสหพันธ์ลูกหนังนานาชาติหรือฟีฟ่าซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2026 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า

เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ผลักดันโดย “จานนี่ อินฟานติโน่” ประมุขลูกหนังโลกคนปัจจุบัน ที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง ด้วยเหตุผลจากปากของเจ้าตัวที่ต้องการให้ชาติที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจลูกหนังหรือชาติเล็ก มีโอกาสในการเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย มากขึ้น ไม่ได้มีแต่ยอดทีมจากทวีปยุโรปหรือจากทวีปอเมริกาใต้

ที่สำคัญคือรูปแบบของการแข่งขันในตอนที่มี 48 ทีม เบื้องต้น รอบแรกของรอบสุดท้ายจะแบ่งเป็น 16 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม เพื่อหาทีมอันดับ 1 กับ 2 ของกลุ่มเข้าไปเล่นในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะเป็นเหมือนรูปแบบเดิมซึ่งได้ 2 ทีมจากแต่ละกลุ่มในรอบนี้เพื่อเข้าสู่รอบตัดเชือกต่อไป

พูดง่ายๆคือ เพิ่มรอบการแข่งขันขึ้นมาอีก 2 นัด สำหรับทุกทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายได้ หรือทีมที่ตกรอบแรกอย่างน้อยๆก็ได้ลงสนาม 2 นัด

หลายคนอาจจะมองว่าเหตุผลที่ทาง “อินฟานติโน่” และฟีฟ่าพยายามผลักดันเรื่องนี้คือเรื่องของ “รายได้” ที่ถูกมองว่าจะสามารถสร้างกำไรให้กับองค์กรลูกหนังโลกมหาศาลมากกว่าเดิม แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ที่เพิ่มทีมไม่ใช้เพราะเรื่องของ “เงิน” เป็นหลัก

ส่วนเรื่องของช่วงระยะเวลาของทัวร์นาเมนต์หรือการแข่งขันจากรอบแรกไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ ยังคงเป็นเดือนนึงเหมือนเดิม และคงต้องรอรายละเอียดอื่นๆหลังการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในครั้งต่อไป

ความเห็นหลังจากทราบการลงมติของฟีฟ่าของหลายๆชาติหรือบุคคลในวงการลูกมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเรื่องนี้สมาคมฟุตบอลเยอรมัน (เดเอฟเบ) ไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากมองว่าจะทำให้ทัวร์นาเมนต์ดูง่ายเกิน จนไม่มีความท้าทาย ใครๆก็ผ่านเข้ารอบได้

หรือสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ที่มองว่าควรจะลองพูดคุย ถามความเห็นของคนในวงการลูกหนังอย่าง “นักฟุตบอล” “โค้ช” หรือ “แฟนฟุตบอล” ก่อนที่จะมีการตัดสินใจ เพราะมองว่า “ตัดสินใจเร็ว” เกินไปหน่อย

ในขณะที่ฝั่งเห็นด้วยมี เสือเตี้ย “ดิเอโก้ มาราโดน่า” ตำนานพระเจ้าลูกหนังชาวอาร์เจนติน่า มองว่าเป็นความคิดที่ดีเพราะจะทำให้หลายประเทศที่ไม่เคยเข้ารอบสุดท้ายมาก่อน มีโอกาสทำฝันให้เป็นจริง

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มทีมในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย สิ่งที่จะกลายเป็นที่ถกเถียงตามมาคือโควต้าของชาติในแต่ละภูมิภาค โดยเฉพาะในเอเชียที่ถือว่าเป็นภูมิภาคใหญ่ แต่ในปัจจุบันได้โควต้าเพียงแค่ 4.5 ทีมเท่านั้น ซึ่งก็มีข่าวลือเหมือนกันว่าอาจจะได้เพิ่มโควต้ามาเป็น 8.5 ทีมเลยทีเดียว

หรือภูมิภาคแอฟริกาที่มีหลายประเทศแต่ได้โควต้า 5 ทีมก็มีข่าวว่าอาจจะเพิ่มเป็น 9 ทีม เรื่องนี้คงต้องรอดูต่อกันว่า การจัดการ รูปแบบของการแข่งขันและที่สำคัญคือโควต้าของแต่ละภูมิภาคจะออกมาแบบไหน

แต่ที่แน่ๆ การเพิ่มทีมในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย คงทำให้ชาติสารขันธ์ในภูมิภาคอาเซียนที่ฝันยิ่งใหญ่มาตลอดว่าจะไปฟุตบอลโลกให้ได้สักครั้ง มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะเป็นจริงครับ

เปิดศึกช้างอาเซียนทัวร์! “ปราสาทสายฟ้า” พร้อมดวล “ยะโฮร์”

“ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมดวล ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ทีมแกร่งจากแดนเสือเหลือง ประเดิมศึกฟุตบอลช้าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อาเซียนทัวร์ 2017 เปิดสนามให้เข้าชมฟรี รายการได้จากการบริจาคจะนำไปมอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคใต้ ทรูโฟร์ยู ยิงสด คิกออฟ 19.00 น. วันที่ 14 มกราคม 2560

ความเคลื่อนไหวศึกฟุตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน รายการ “ช้าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อาเซียนทัวร์ 2017” เกมแรก “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ทีมแชมป์ลีกมาเลเซีย อดีตแชมป์เอเอฟซี คัพ 2015 ที่สนาม ไอ-โมบาย สเตเดียม คิกออฟเวลา 19.00 น.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ห้องแถลงข่าวสนาม ไอ-โมบาย สเตเดียม ได้มีการแถลงความพร้อมก่อนเกม โดยทางบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ส่ง รันโก โพโพวิช หัวหน้าผู้ฝึกสอน และสุเชาว์ นุชนุ่ม กัปตันทีม เข้าร่วม ด้าน ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ส่ง โรแบร์โต โกเมซ หัวหน้าผู้ฝึกสอน และดาร์เรน ลอค เข้าร่วมแถลงข่าว

รันโก โพโพวิช เปิดเผยว่า เกมนี้ถือเป็นเกมใหญ่ เป็นเกมอุนเครื่องระดับชาติ เราพร้อมที่จะเล่นอย่างเต็มที่เกมนี้สนุกแน่นอน เพราะเราเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่ง และเป็นอีก 1 ทีมใหญ่อย่าง ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ที่เป็นถึงอดีตแชมป์เอเอฟซี คัพ ซึ่งเป็นฟุตบอลถ้วยระดับเอเชีย ทีมที่จะก้าวไปถึงตรงนั้นได้ต้องเป็นทีมที่แข็งแกร่งพอสมควร ซึ่งก็เป็นการดีในการเตรียมทีมของพวกเรา

ด้าน สุเชาว์ นุชนุ่ม เปิดเผยว่า เรามีเกมอย่างเป็นทางการมาแล้ว 2 เกม เกมนี้กับ ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม เราทุกคนพร้อมที่จะเล่นเต็มที่เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรเราก็จะประมาททีมที่แข็งแกร่งอย่างเขาไม่ได้ ก็อยากจะฝากแฟนๆ ให้เข้ามาช่วยกันเชียร์พวกเราด้วย เกมนี้เข้าชมการแข่งขันฟรี แต่จะมีการรับบริจาค เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคใต้อีกด้วย

ส่วน โรแบร์โต โกเมซ เผยว่า เรารู้สึกยินดีที่ได้มาที่นี่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็นทีมที่แข็งแกร่งแค่ไหน เราก็อยากที่จะเอาชนะให้ได้เช่นกัน เกมนี้รับรองว่าจะเป็นเกมที่สนุกแน่นอน

ขณะที่ ดาร์เรน ลอค เผยว่า เกมนัดนี้จะเป็นการวัดความสามารถของทั้ง 2 ทีม ที่กำลังเตรียมจะเข้าสู่การแข่งขันอย่างเป็นทางการของตัวเอง เชื่อว่าทุกคนจะใส่เต็มร้อย และแฟนบอลจะได้เห็นเกมที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน

สำหรับฟุตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน รายการ “ช้าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อาเซียนทัวร์ 2017” เกมแรก “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ ยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ทีมแชมป์ลีกมาเลเซีย จะมีขึ้นที่สนาม ไอ-โมบาย สเตเดียม คิกออฟเวลา 19.00 น. ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ถ่ายทอดสดให้ได้ชมทั่วประเทศ